“หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี” เตือนพวกชอบแต่งตัวยั่วยวนอวดเรือนร่าง บาปกรรมตกนรกแน่นอน

เรื่อง “กรรมของผู้ที่ชอบแต่งตัวยั่วยวนอวดเรือนร่าง”

(ปกิณกธรรม หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี)

หลวงปู่เดินเที่ยวชมเมืองนรกต่อไป เห็นสถานที่แห่งหนึ่งสว่างไสวรุ่งโรจน์ดุจแสงฟ้าแลบอยู่ แปลบปลาบยกพื้นเวทีกว้าง สะพานทอดยาวโค้งลงไปในสระน้ำอันกว้างใหญ่ สระน้ำนั้นลุกไหม้เป็นเปลวไฟแดงฉานโชติช่วง น่าสะพรึงกลัว ! ก็รู้ว่าเป็นขุมนรก บนสะพานนั้นมีหญิงสาวรูปร่างอรชรสวยงามจำนวนมาก พากันเดินจากเวทีมีม่านผืนใหญ่มหึมา หญิงสาวเหล่านั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม และหลงใหลยึดถือว่าร่างกายตัวตนนั้นแสนงดงามเดินนวยนาดทอดขา ลงจากเวทีมาตามสะพาน

จ่ายมบาลอธิบายว่า “มนุษย์หญิงเหล่านี้เป็นพวกนางงามนางแบบ กำลังเดินโชว์ร่างกายและเสื้อผ้า” หลวงปู่ยืนงุนงงประหลาดใจยิ่ง เพราะนางงาม นางแบบเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามฉูดฉาดสะดุดตาเหล่านั้น เดินเรียงรายตามกันออกไปยืนอยู่กลางสะพาน แล้วเปลื้องเสื้อผ้าออก เหลือแต่ร่างกายล่อนจ้อน อุจาดนัยน์ตา แต่ละนางเรือนร่างล้วนสวยงาม ด้วยส่วนสัดปานนางฟ้า จากนั้น ก็มีนกอินทรีย์ตัวใหญ่บินมาจากไหนก็ไม่รู้ ตานกอินทรีย์แดงฉาน พวยพุ่งออกมาเป็นเปลวไฟ มันบินเข้ามาตรงหน้าหญิงสาวแต่ละนางที่ยืนเปลือยกายอยู่ แล้วใช้จะงอยปากอันคมกริบนั้นจิกเข้าที่หน้าผากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว และกระชากทีเดียว !

หนังศีรษะและเส้นผมก็ลอกออกมา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กลายเป็นหนังทั้งแผ่น หญิงสาวนางนั้นส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด สุดแสนทุกข์ทรมาน ปวดแสบปวดร้อนเหลือคณา !

ชีวิตจิตวิญญาณไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จะต้องมารับกรรมสาหัสเช่นนี้ ถ้าพูดได้ก็อยากเตือนรุ่นน้องๆ ว่า “อย่าได้มารับกรรมเหมือนข้าพเจ้าเลย”

เมื่อนกอินทรีย์จิกลอกเอาหนังออกไป ก็เหลือแต่ร่างที่แดงฉานไปด้วยเลือด น่าขยะแขยง ! ชวนขนพองสยองเกล้า จะมองหาความงามเมื่อตะกี้นี้ไม่พบเลย นกอินทรีย์ได้จิกกินเอาตาทั้งสองข้างก่อน แล้วจิกเอาเนื้อแดงๆออกมา เผยให้เห็นอวัยวะภายในคือ ตับไตไส้พุง ชวนให้อยากอาเจียน จากนั้นนกอินทรีย์จิกกินตับไตไส้พุงจนหมดสิ้น ! เหลือแต่ร่างโครงกระดูกยืนสั่นสะท้านอยู่

ฝ่ายหญิงสาวคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็มีความหวาดกลัวตายอย่างสุดขีด ! พากันกระโดดหนีลงไปในสระนรกที่เป็นเปลวไฟลุกโชติช่วงแดงฉานนั้น ก็ถูกเปลวไฟนรกลุกเผาไหม้ ส่งเสียงร้องกรีดแหลมระเบ็งเซ็งแซ่ด้วยความเจ็บปวด แล้วก็มีเหล็กคล้ายหอกเผาไฟแดงๆ แทงทะลุร่างหญิงสาวเหล่านั้น ส่งขึ้นมาจากขุมไฟนรก ร่างที่ไหม้เหลือแต่กระดูกขาวโพลนก็กลับกลายร่างเป็นหญิงสาวสวยงามเหมือนเดิม มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่สะดุดตาเหมือนเดิมทุกอย่าง

ต่อจากนั้นก็ถูกนกอินทรีย์โผบินเข้าจิก กระชากเสื้อผ้าออกเหลือแต่กายเปลือยล่อนจ้อน แล้วจิกหนังลอกออกทั้งแผ่น จิกกินเนื้อกินตับไตไส้พุงเหมือนที่กระทำกับหญิงสาวคนแรก ส่วนหญิงสาวคนอื่นๆ มีความหวาดกลัว ส่งเสียงหวีดร้องวุ่นวายระเบ็งเซ็งแซ่นั้น จะวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่ได้ เพราะมีหอกเผาไฟแดงๆ พุ่งแทงขึ้นมาจากขุมนรก มีเพลิงจี้สกัดหน้าสกัดหลังไว้รอบข้างไปหมด

หลวงปู่สลดสังเวชเป็นที่ยิ่ง ! ไม่ทราบว่าหญิงสาว เหล่านี้มีความผิดสถานใด? ถึงต้องมาถูกลงโทษอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตสยดสยองแสนเหี้ยมเกรียมถึงปานนี้ !

จ่ายมบาลล่วงรู้วาระจิต จึงตอบว่า “หญิงสาวเหล่านี้สมัยเป็นมนุษย์ชอบประพฤติตนทางอนาจาร คือ อวดร่างกายของตน เปลือยร่างต่อสาธารณะ และหลงใหลลุ่มหลงในเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องตกแต่งประดับกายอย่างไม่ลืมหูลืมตา สามารถกระทำชั่วได้ในทุกสิ่งเพื่อแสวงหาเงินมาซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ประดับตัวเองอวดคนอื่น เป็นผู้หญิงประเภทฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่รู้จักศาสนาคำสั่งสอนของศาสดาองค์ใด ไม่เชื่อในคุณความดีใดๆ ไม่ละอายแก่ใจ เชื่อแต่ว่าเกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ต้องแสวงหาความสุขให้เต็มที่ กิน ถ่าย เสพกาม และนอนเท่านั้น อย่างอื่นไม่คิด ชาติหน้าไม่มี บาปบุญไม่มี นรกไม่มี พอใจแต่จะทำตามกิเลสของตน ฉะนั้น เมื่อหญิงสาวเหล่านี้ตายแล้ว จึงมาเสวยกรรมในนรกเช่นนี้”

#หมายเหตุ : ในพุทธสถานที่สำคัญและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มักจะมีข้อความเตือนเกี่ยวกับการแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อย แต่มีบางท่านที่เป็นผู้มีจิตใจที่มืดบอด ได้ออกโจมตีคัดค้านว่า เรื่องการแต่งตัวนี้มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ใครจะนุ่งสั้นนุ่งน้อยห่มน้อย มันหนักหัวใคร มันผิดตรงไหน ทำไมจึงมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยมักยกเอาคำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นตัวประกัน แต่ท่านผู้มืดบอดเหล่านั้นจิตใจปราศจากหิริโอตับปะ ไม่เชื่อธรรม ไม่เชื่อเรื่องของกรรม จึงต้องได้รับผลแห่งวิบากกรรมอันเผ็ดร้อนทุกข์แสนหัสในภายหลัง เพราะเมื่อความตายมาถึงแล้ว กรรมซึ่งเป็นธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และเที่ยงตรงที่สุด จะเป็นผู้ตัดสินชี้ชะตา นี่จึงเป็นเหตุผลที่แจ้งชัดประการหนึ่ง ที่หลายๆท่านไม่ทราบเหตุที่มาว่า “การแต่งตัวโป้ยั่วยวนนุ่งน้อยห่มน้อย มันผิดที่ตรงไหน !!!”

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
ขอบคุณที่มา : http://www.partiharn.com/contents/dp/1001

ที่สุดของตำนาน!!! อาคมอันแข็งกล้า “เสือแป้น จอมโจรแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง” ที่เพชรฆาตมิอาจบั่นคอ จนต้องมีคนลั่น “แป้นเอ้ย คลายอาคมเถอะลูก”

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ชอบศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ก็ต่างจะเคยได้ยินเรื่องราวของจอมโจรในอดีตที่มีวิชาอาคม กันมาบ้าง แต่มีจอมโจรที่ขนานนามว่า หนังเหนียวที่สุด ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ประหารชีวิตก็ไม่ต้อง แต่สุดท้ายทางการต้องให้ แม่แท้ๆมาทำสิ่งเหล่านี้ถึงประหารชีวิตได้ นั่นคือ เรื่องราวของ” เสือแป้น จอมโจรแห่งราชบุรี ”
หนึ่งตำนานโจรเสือร้าย ราชบุรี ถอนอาถรรพณ์เพื่อบั่นคอเสือเเป้น ราชบุรีณ เมืองราชบุรี ยังมีขุนโจรกระเดื่องชื่อ คือ เสือเเป้น จอมโจรเเห่งลุ่มน้ำเเม่กลอง เรียกว่าทุกคนต้องได้ยินกิตติศัพท์ ตั้งเเต่ราชบุรี สมุทรสงคราม แม้แต่เด็กกำลังร้องไห้ หากพูดว่าไอ้เสือเเป้นมา เด็กหยุดร้องทันที ในขณะที่เสือเเป้น ยังไม่ มาเป็นเสือปล้น ตอนนั้นเสือเเป้น เป็นลูกศิษย์ ของ หลวงพ่อห้อง วัดช่องลม เเละได้รับการสักยันต์ ต่อมา เสือเเป้นถูกความกดดันหลายสิ่งหลายอย่าง จึงต้องหันเหมายึดอาชีพเป็นโจรเที่ยวปล้นระดมชาวบ้านชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ถึงเเม้เจ้าหน้าที่จะออกปราบปรามเคยปะทะ กับเสือเเป้นเเบบประจันบาน เจ้าหน้ายังไม่สามารถทำอะไรเสือเเป้นได้ เพราะว่า”หนัง” ดีคือ“หนังคงกระพัน” อาวุธทุกชนิดของเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถทำอันตราย เเม้เเต่ผิวหนังของเขาได้ เสือเเป้นจึงหนีรอดมาทุกครั้ง ในที่สุดทางการจึงวางเเผน โดยให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกับสมุนเสือเเป้น ใช้วิธีจ้างให้ลูกสมุนทำร้ายให้สลบ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปจับกุมโดยง่ายดาย ลูกสมุนของโจรพอเห็นเงินก้อนใหญ่เลยเกิดความโลภ จึงวางเเผนทรยศต่อลูกพี่ เมื่อเสือเเป้นนอนหลับ ลูกน้องได้ใช้ไม้พองตีจนสลบเจ้าหน้าที่จึงกรูเข้าจับตัวได้ หลังจากเสือเเป้นถูกส่งตัวฟ้องศาล ได้ตัดสินประหารชีวิต ในยุคนั้นการประหาร นักโทษ ทางราชการใช้วิธีนำผู้ต้องหามัดติดกับเสา เเล้ว เพชฌฆาต จึงลงมือฟันคอด้วยดาบ เมื่อข่าวเเพร่สะพัดออกไปว่า เสือเเป้นถูกจับได้ เเละถูกนำตัวไปตัดศรีษะ ประชาชนนับหมื่น ต่างมุงดูกัน ล้นหลาม ณ ลานประหาร โดยมีพระยาไกรเพรช รัตนสงคราม สมุหเทศบาล เป็นประธาน ส่วนเพชฌฆาตนั้นได้เตรียมมาจาก กรุงเทพฯ คือหมื่นสาหัส เป็นดาบ 1 คนฟันคอ ส่วนนายอ้น เพชฌฆาต เป็นดาบ 2 คนรำล่อเเละเชือด พอได้กำหนดเวลาเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเสือเเป้น.ผูกคอมัดติดกับเสาประหาร ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจ ของมารดาเเละบรรดาญาติ พี่น้องที่เคยห้ามปรามเเต่ไม่เชื่อฟัง พอได้เวลา เสียงปลี่กลองก็เริ่มขึ้น เพชฌฆาต ก็ร่ายรำหลอกล่อไปตามจังหวะเสียงปลี่เสียงกลอง พอรัวๆ เพชฌฆาต ดาบ 1 ก็เงื้อดาบขึ้นสุดเเขนฟันลงไปตรงบั้นคอของเสือเเป้นทันทีเเต่ว่าคมมีดไม่สามารถชำเเหละผิวหนังของ เสือเเป้นได้ เเม้เเต่ริ้วรอยก็เหมือนรอยหนามเกี่ยวเท่านั้น สร้างความตื่นตะลึงเเก่ผู้ที่มาดูในวันนั้น ดาบ 1 ฟันไม่เจ้า ดาบ 2 เลยใช้มีดดาบเชือดเฉือนทันที เเต่ทว่าก็หาระคายผิวไม่ ทั้งๆที่ดาบของ เพชฌฆาต เป็นดาบศักศิทธิ์ เคยฟันคอนักโทษที่มีอาคมขลัง ขาดกระจุยมานักต่อนักเเล้ว เลยต้องเข้าไปกราบเรียนเจ้าคุณทศ เห็นจะต้องใช้วิธีอื่น พระยาไกรเพรช รัตนสงคราม จึงตัดสินใจให้นำกระทะมาต้ม เมื่อมารดาเห็นเช่นนั้น จึงได้ขันอาสากับท่านเจ้าคุณ ว่าจะช่วยเกลี้ยกล่อมลูกชายให้เอง ให้ถอนอาถรรพณ์ เพราะไม่อยากเห็นลูกชายต้องทนทุกข์เวทนา เช่นนั้นเมื่อมารดาเสือเเป้น เข้าไปเกลี้ยกล่อมบุตรชายให้ถอน อาถรรพณ์ ในที่สุดเสือเเป้น บอกให้มารดา ตักน้ำมา เเละตัวเองทำน้ำมนต์ให้มารดาไปรดที่ตัว พร้อมกับเอาน้ำมนต์ลูบไปที่ อักขระยันต์ด้านหลัง 3 ครั้ง เเล้วก้มลงกราบมารดา เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้น เพชฌฆาต ก็ทำพิธีประหารต่อไป พอดาบ 1 ฟันลงก้านคอเท่านั้น คอขาดกระเด็นเลือดพุงกระฉูดกระจายไปทั่ว สิ้นสุดชีวิตความชั่วของเสือเเป้นฉาย.ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว ว่าเสือเเป้น หนังเหนียว เพราะหลวงพ่อห้องท่านสักยันต์ให้ ตั้งเเต่นั้นมานักเลงถิ่นไหนก็เดินทางมาให้หลวงพ่อห้องท่าน สักยันต์ให้ และถวายตัวเป็นลูกศิษย์ พุทธคุณพระท่านช่วยทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือคนเลวก็ตาม พุทธคุณพระไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ มันอยู่ที่กรรมของแต่ละคน

ขอบคุณข้อมูลจาก : เรื่องเล่าภาพเก่าในอดีตราชบุรี

ขอบคุณที่มา : http://www.siamsoldier.com/41284