กระจ่างทันที!!! เผย 7 เหตุผลสุดโดนที่ว่า “ทำไมผู้หญิงต้องคราง” ในขณะที่เธอกำลังมีเซ็กซ์

เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้หญิงนั้นตอนที่เธอกำลังมีเซ็กซ์ เธอถึงต้องร้องครางดัง และร้องเพื่ออะไร ทำไมถึงร้อง วันนี้จะมาเฉลยกัน

1. เกิดจากปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อมีความพึงพอใจ
เมื่อฝ่ายหญิงพึงพอใจก็จะส่งเสียงร้องออกมาให้ฝ่ายชายได้รับรู้

2. ปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อเจ็บ ไม่ได้มีแค่ความเสียวอย่างเดียว
เพราะบางครั้งฝ่ายหญิงอาจจะเจ็บอยู่ก็ได้ ต้องสังเกตสีหน้าของฝ่ายหญิงด้วยว่าเป็นอย่างไร อย่ามัวแต่ทำกิจกรรมเพลิน

3. เพื่อเพิ่มอารมณ์ให้ฝ่ายชาย
บางครั้งฝ่ายหญิงก็อาจจะไม่มีอารมณืร่วมซักเท่าไร อาจจะเครียดหรือว่าไม่สบอารมณ์ แต่ก็เพราะรักคุณ ก็จะส่งเสียงร้องออกมาเพื่อคุณแม้ว่าเธอจะไม่มีอารมณ์ร่วมก็ตาม

4. เพราะเสียง คือ องค์ประกอบหนึ่งของเรื่องบนเตียง
แน่นอนว่าคุณผู้ชายทั้งหลายคงจะไม่สบอารมณ์แน่ๆ หากฝ่ายหญิงนั้นเงียบสนิทไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย ดังนั้นเสียงจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการมีความสัมพันธ์กัน

5. ครวญครางเพื่อ…สร้างจังหวะ
เมื่อคุณปฏิบัติภาระกิจถึงจุดจุดหนึ่งที่ต้องการให้เร็วให้ช้า นอกจากฝ่ายหญิงจะขยำเนื้อคุณแล้วเธอก็ยังส่งเสียงดังถี่ๆ คุณผู้ชายก็เดาเกณฑ์รักตามจังหวะได้เลย

6. เพื่อเพิ่มความเร่าร้อน
เร้าอารมณ์บ้าง มีเสียงครางบ้าง มันจะทำให้ดูว่าคุณนั้นเร่าร้อนขึ้น

7. กระตุ้นคุณผู้ชายให่มีอารมณ์มากขึ้น
ผู้หญิงหลายคนอาจจะไม่ครางเพียงแค่เวลาอยู่บนเตียงเท่านั้น อาจจะเร้าคุณด้วยการครางตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเตียงด้วยซ้ำ เพราะเธอเชื่อว่าเสียงครางจะทำให้เสื้อผ้าของคุณหลุดง่ายขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : twitckonngao

เรียบเรียงโดย ณัฐวุฒิ มาทา
ขอบคุณที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/lb/444084

สาวๆทำตามด่วน!!! ทึ่งหนัก อดีตนางแบบสาว สาธิตวิธีใช้ “อสุจิ” ผู้ชายพอกหน้า ช่วยให้ผิวหน้้าเปล่งสวยและกระจ่างใส

โดยอธิบายละเอียดยิบว่าเธอได้รับอสุจิที่บรรจุในภาชนะที่สะอาดจากเพื่อนผู้ชายทุกวัน ไม่มีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้อง

“มันเป็นสกินแคร์ที่มาจากธรรมชาติเพื่อช่วยในการชะลอวัย”

เธอสาธิตให้เห็นว่าต้องลูบวนเป็นวงกลม และทิ้งไว้ 5-20 นาที แล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดค่อยๆ เช็ดล้างออก “เหมือนดึงผิวหนังข้างในออกมา เย็นและผ่อนคลายเธอบอกความรู้สึก พร้อมถ่ายระยะใกล้ให้เห็นเนื้อผิวที่ละเอียดใสเด้งเปล่งปลั่งขึ้น

เห็นแบบนี้แล้วคุณผูหญิงคนไหนจะลองทำ..ก็คิดกันเอาเองแล้วกันคะ เป็นความชอบส่วนบุคคลนะคะ

ชมคลิป…

ขอบคุณที่มา : http://huatoonew.com/2018/03/27/0207/

ใครชอบกิน “น้ำเต้าหู้” ติดต่อกันหลายวัน มันจะส่งผลต่อรางกายมากขนาดนี้

เมื่อพูดถึงน้ำเต้าหู้ น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มที่ชาวจีนนิยมดื่มกัน ปีหลังๆนี้ ไม่ว่าในจีนหรือต่างประเทศ ก็นิยมดื่มน้ำเต้าหู้ ในจีนเกือบทุกแห่ง เราจะพบเห็นร้านน้ำเต้าหู้ และร้านค้าไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็มีน้ำเต้าหู้ขายด้วยเช่นกัน คนจำนวนมากเชื่อว่า น้ำเต้าหู้มีประโยชน์ทางโภชนาการมากกว่านมด้วยซ้ำ น้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลือง มีกลิ่นหอมจากถั่วเหลือง รสหวานหน่อย เป็นเครื่องดื่มที่มาจากธรรมชาติล้วนๆ มีคุณประโยชน์หลายประการในการบำรุงสุขภาพ น้ำเต้าหู้อุดมด้วยโปรตีนที่ดี และสารอาหารอีกหลายอย่างที่ร่างการต้องการต้องบอกก่อนว่า เราเป็นคนไม่ชอบกินน้ำเต้าหู้เลย เพราะไม่ชอบกลิ่นมัน วันนึงก็ได้คุยกับพี่คนนึง พี่แกเป็นคนรักสุขภาพมาก หุ่นของแกดูเฟิร์มมาก เราเห็นแกชอบกินน้ำเต้าหู้ แกก็บอกว่ามันมีประโยชน์มากมายอย่างนั้นอย่างนี้ เราที่ช่วงนี้รู้สึกว่ากำลังอ้วนอยู่นะ เลยคิดจะกินบ้าง เราเลยซื้อมากินแทนอาหารมื้อเย็น แรกๆก็ต้องอดทนกับความโหยหิว แต่พอประมาณวันที่ 3 ก็เริ่มชินและเริ่มไม่ค่อยหิวไปเอง และสิ่งที่เราได้มานั่นก็คือ

1. น้ำหนักลดลง ทีแรกน้ำหนักเรา 53 แต่หลังจากลดอาหารเย็นเปลี่ยนมากินน้ำเต้าหู้แทน น้ำหนักเราเหลือแค่ 50 ก็เริ่มรู้สึกดีกับมันขึ้นมา เรากินแบบใส่น้ำตาลปกติ และใส่เครื่องเฉพาะแมงลักเพราะแมงลักมันทำให้อิ่ม มันไปพองในท้องคล้ายๆกับการกินซีโลสนั่นเอง

2. ผิวดีขึ้น อาจจะเห็นผลไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะเราสีผิวกลางๆ ไม่ขาวไม่ดำ หลังจากที่เราน้ำหนักลดเราเลยกินต่อไปเรื่อยๆ ประมาณเดือนนึงมาสังเกตตัวเองเพราะมีคนทักว่าขาวขึ้น เนียนขึ้น พอมาดูก็ เออ!! มันดีขึ้นจริงๆนะ อันนี้เคยได้ยินหลายคนพูดมาเหมือนกันว่ากินน้ำเต้าหู้แล้วจะขาว ทีแรกไม่เชื่อจนมาลองกินเองนี่แหละ

3. ผมสวยขึ้น อันนี้หลายคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าถั่วเหลืองเป็นอาหารผมชั้นดีเลย บางคนกินน้ำเต้าหู้เพื่ออยากให้ผมสวย รักษาผมเสีย แต่สำหรับเราเริ่มจากกินเพื่อลดน้ำหนักแต่ได้ผลข้างเคียงมาเป็นผมที่สวยขึ้น ที่รู้ได้เพราะเราเป็นคนผมแห้งเสีย (ชอบทำสีผม) แต่พอกินไปนานๆผมมันดูลื่นขึ้น มันวาวขึ้น จนมั่นใจว่ามันมาจากน้ำเต้าหู้ที่เรากิน

นี่ก็เป็นสิ่งที่ตัวเรารู้สึกว่าเห็นผลกับตัวเรามากที่สุดเลยอยากมาแชร์ให้ผู้ที่ไม่ชอบกินน้ำเต้าหู้ได้รู้ถึงประโยชน์ของมัน จริงๆแล้วมันยังมีประโยชน์อื่นๆอีกที่ไม่ได้แสดงมาให้เราเห็น ใครที่อยากลดน้ำหนักก็ลองเอาเป็นตัวเลือกก็ได้นะ ไม่ต้องอดอาหารแถมยังได้ประโยชน์อีกเยอะแยะเลย

ขอขอบคุณ : FW Line

ขอบคุณที่มา : https://www.postsod.com/tofu-benefit

มโนกันล้วนๆ 10 ความเชื่อผิดๆ “เกี่ยวกับของกิน” ที่เราถูกหลอกมาตั้งแต่เด็กๆ

นับแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาบรรดา ความเชื่อ แง่ต่างๆ ก็ได้ถูกวิทยาศาสตร์ไขปริศนาจนกระจ่างแจ้ง แต่กระนั้นก็ดูเหมือนกับว่าเรื่องความเชื่อต้องคู่กับมนุษย์เสมอ เพราะแม้ในยุคที่ใช้หลักฐานงานวิจัยต่างๆ เข้ามาอธิบายด้วยเหตุผล ก็ยังคงมีกลุ่มความเชื่อในเรื่องใหม่ๆ หลุดออกมาอยู่สม่ำเสมอโดยเฉพาะใน “โลกโซเชียล” จริงบ้าง ยังต้องรอพิสูจน์บ้าง แต่ก็แชร์ไปแล้วเรื่องอย่างนี้ผู้รักสุขภาพทุกท่านย่อมทราบแก่ใจว่าไม่ดีแน่โดยมิพักต้องมีใครห้าม ซึ่งความจริงแล้วยังมีความเชื่อยุค “โซเชียลส่งต่อ” อีกมากที่ไมได้แค่ไม่จริงเท่านั้น หากยังทำให้คนเราพลาดโอกาสทองของชีวิตไปด้วย โดยเฉพาะโอกาสที่จะมีสุขภาพดี

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนเดียวของความเชื่อที่มีผลต่อสุขภาพดีของเราครับ ยังมีอีกหลายคำเล่าลือและข้อมูลที่บอกต่อกันมาที่ต้องมาดูกันว่ามันจะส่งผลให้เราเสียโอกาสสุขภาพไปหรือไม่ เพราะในเรื่องราวสุขภาพที่เป็นของจริงนั้น ย่อมต้องไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องอดเรื่องดีๆในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลายท่านไม่กล้ากินของดีๆ ด้วยมีสาเหตุจากทั้งเกรงจะได้ผลไม่ดีเช่นนั้นหรือไม่อย่างนั้น ก็เกรงจะถูกครหาว่าสวนกระแสสังคม

ถ้างั้นขอให้ท่านที่รักลองมาดูกัน จะได้สบายใจครับ 10 เรื่องที่ “เชื่อแล้วช้ำ”

1) ห้ามกินไข่เรื่องนี้ต้องดูเป็นรายคนไปครับขึ้นกับความเสี่ยง แต่ท่านที่แข็งแรงดีแล้วเลี่ยง “ไข่” นั้นน่าเสียดายทั้งไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่ปลา,ไข่นกกระทา และอีกสารพัดไข่ เพราะไข่ให้ของดีแทบทุกส่วนแม้เราจะไม่กินเปลือกมัน

เริ่มจากไข่ขาวที่ให้กรดอะมิโนที่ดีอย่าง “ไทโรซีน” ที่เป็นของดี ช่วยสร้างสารกระฉับกระเฉงให้สมอง (Dopamine) เช่นเดียวกับเวลาที่ท่านกิน “ไก่” และ “ปลา” ดังนั้นท่านที่ไม่กินเนื้อสัตว์อื่นเท่าไรก็ควรต้องใช้ “ไข่” เป็นของช่วยที่สำคัญครับ

อีกทั้งส่วนของไข่แดงที่มีสารบำรุงร่างกายสารพัด อย่างโคลีน,ไบโอติน,วิตามินดี ฯลฯ ช่วยสมองและระบบประสาท ขออย่าลืมว่าไขมันในเลือดสูงไม่ได้มาจากไข่แดงอย่างเดียวนะครับ

2) ห้ามกินทุเรียนข้อนี้พบมากทุกฤดูแห่งราชาผลไม้ ส่วนของทุเรียนที่ถูกพูดถึงว่าทำให้อ้วนเป็นการมองเพียงด้านเดียว เพราะทุเรียนไม่ได้มีแต่แป้งและน้ำตาลเท่านั้น หากแต่มีใยอาหารที่ช่วยร่างกายทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ

ในกลุ่มพอลีฟีนอลส์ที่มีการศึกษาในหนูพบว่ามันช่วยลดไขมันในเลือดได้ ซ้ำทุเรียนยังมีแร่ธาตุที่ดี อย่างกำมะถันที่ช่วยลำไส้ และไล่เชื้อโรคได้อีก ดังนั้นการบริโภคทุเรียนที่พอเหมาะ พอประมาณและพอต่อต้นทุนสุขภาพที่มีอยู่เป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

3) ดื่มน้ำเยอะอันตรายมีท่านที่เป็นห่วงว่าถ้าร่างกายได้รับน้ำเยอะเกินไปจะทำร้ายไต ทำให้ไตทำงานหนักหรือไตจะเสื่อมได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูว่าสุขภาพไตทั้ง 2 ข้างของเจ้าตัวนั้นปกติดีหรือไม่

เพราะถ้าเป็นคนทั่วไปที่แข็งแรงดีการดื่มน้ำให้มากไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีครับ ซึ่งร่างกายของเราสามารถรับน้ำเปล่าได้ในปริมาณหลายลิตรต่อวัน ต่อให้ท่านดื่มวันละ 3, 4 หรือ 5 ลิตรไตก็ยังขับออกได้

เพียงแต่เทคนิคคือไม่ควรดื่มคราวละมากๆ แต่ให้ค่อยดื่มไปเรื่อยๆ เครื่องจะได้ไม่สำลักครับ

4) กินไก่เป็นเก๊าท์มีส่วนเป็นได้แต่ไม่ใช่ผู้ร้ายตัวเดียวเสมอไป ด้วยเก๊าท์เป็นโรค “หลายตัวการ” ซึ่งต้องหมั่นสังเกตหาผู้ร้ายอื่นๆ ด้วยจึงจะช่วยป้องกันได้ โดยการกินไก่ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะให้กรดอะมิโนที่ดีทั้งไทโรซีนและทริปโตแฟนที่เป็นวัตถุดิบสร้างสารในสมองให้เรา

ดังรายงานจากศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยพิทสเบิร์กที่ชี้ว่า การกินไก่ราว 6 ออนซ์ต่อวันเป็นไปได้ในผู้ป่วยเก๊าท์แต่ต้องดื่มน้ำสัก 1 แก้วก่อนและหลังกิน ดังนั้นสิ่งที่เราควรเลี่ยงคือ การกินเครื่องในไก่,น้ำซุปไก่ และอาหารอื่น ที่จะให้ 「พิวรีนสูง」 ร่วมกันไปด้วยไม่ใช่มุ่งแต่เลิกกินไก่อย่างเดียว

5) ดื่มน้ำเย็นไม่ดีการดื่มน้ำเย็นแบบผิดที่ผิดโอกาสนั้นไม่ดีแน่ แต่การดื่มน้ำเย็นในห้วงเวลาที่เสียเหงื่อ, ออกกำลังมาหรือว่าหน้าร้อนนี้มีส่วนช่วยร่างกายได้มาก เพราะน้ำที่อุณหภูมิต่ำจะช่วยร่างกายในการลดความร้อนที่ใจกลาางร่างกาย (Core temperature)ได้มากกว่าน้ำอุณหภูมิห้อง หรือพูดง่ายๆว่าดื่มน้ำเย็นเป็นการ “ติดแอร์เล็กๆ” ให้กับตัวเรา

นอกจากนั้นการดื่มน้ำเย็นยังกระตุ้นให้ร่างกายเราต้อง “ดึงความร้อน” มาช่วยอุ่นน้ำนั้นในท้องของเรา ทำให้เป็นการ “เบิร์น” แคลอรีแบบทางอ้อมด้วยครับ ถึงอย่างไรก็ดีเราควรดื่มน้ำให้พอต่อวันไม่ว่าน้ำนั้นจะเย็นหรืออุ่นก็ตามโดยเฉพาะใครที่ชอบดื่มกาแฟครับ

6) กินน้ำมันปลาทำให้เพิ่มไขมันคนไข้หลายท่านเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่าถ้ารับประทาน “น้ำมันปลา” แล้วไขมันในเลือดจะพุ่งหรือไม่ เพราะดูมันเป็นน้ำมันเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้ตอบได้ง่ายครับว่าหน้าตาคล้ายก็จริง แต่สิ่งที่เป็นของดีช่วยลดไขมันนั้นอยู่ในน้ำมันปลาเป็นหลัก

อันได้แก่กรดไขมัน “DHA” และ “EPA” ที่มีส่วนช่วยปรับสมดุลย์ไขมันโอเมก้า 6 ที่เราได้จากน้ำมันพืช แล้วยังช่วยลดการอักเสบที่ทำให้ร่างกายไม่สบายตามจุดต่างๆ เช่นเป็นสิว, ปวดข้อ, ผื่นคัน, เมื่อยตัว, ปวดหัว, ภูมิแพ้ฯลฯ

ดังนั้นท่านอาจกินน้ำมันปลาหรือปลาสดก็ได้ เพราะที่จริงแล้วเขาเป็นพระเอกที่อยู่ข้างเราครับ

7) ห้ามกินเม็ดฝรั่งด้วยความเชื่อที่ว่าจะทำให้ “ไส้ติ่งป่วย” เกิดอาการปวดท้องงอแงขึ้นมาจากเม็ดฝรั่งไประราน จากตำนานนี้ทำให้สงสารมนุษย์กินฝรั่งมาก เพราะผู้ร้ายหลักที่ทำให้เกิดติ่งไส้อักเสบไม่ใช่เม็ดฝรั่งแต่อย่างใด

ซึ่งในเรื่องนี้มีการศึกษาชัดจากงานวิจัยว่าเมล็ดผลไม้นั้น พบเป็นส่วนน้อยมากที่สุดของการทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ (Asian Pac J Trop Biomed.2011 Apr;1(2):99-101) ด้วยที่จริงส่วนไส้ของมันก็เป็นของมีประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินซีและอื่นๆ

ยกตัวอย่างฝรั่งขี้นกที่แกนสีแดงสวยนั้นมีสาร “ไลโคปีน” ชนิดเดียวกับที่มีในมะเขือเทศอยู่มากครับ

8) กะทิคือผู้ร้ายความคิดที่ว่ากะทิที่เป็นไขมันมะพร้าวเป็นของอันตรายอย่างให้อภัยไม่ได้นั้น อาจทำให้พลาดของดีอย่างกรดไขมันที่ดีชนิดพิเศษที่มีขนาดกลางๆ ย่อยง่ายกว่ากรดไขมันสายยาวอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีวิตามินอี, เอ และบรรดาวิตามินที่ละลายในน้ำมันอีกหลายอย่างครับ

เพียงแต่ว่าการกินกะทินั้นควรจำกัดในท่านที่มีปัญหาไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง,ไขมันจุกตับและกลุ่มโรคอ้วนลงพุงมฤตยู (Metabolic syndrome) ที่ควรคุมความเสี่ยงให้ดีก่อนครับ

สำหรับท่านที่รักสุขภาพ ขอแถมไว้ให้ว่าถ้าไม่สะดวกน้ำมันมะพร้าว ก็ยังคงสามารถได้ของดี อย่างกรดลอริกและไขมันดีๆ ที่เล่ามาได้จากอาหารไทยๆ ที่ใส่กะทิหอมมันทั้งหลายครับ

9) ห้ามดื่มน้ำมะพร้าวไม่รู้ความเชื่อนี้มาจากไหนแต่ที่แน่ ๆ คือไม่ทุกคน ดังเช่นในคนไข้ที่มีความดันสูง, เป็นตะคริว หรือในผู้ใหญ่ที่เบื่ออาหารเกรงจะขาดเกลือแร่ ผมมักแนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวครับ

ในน้ำมะพร้าวมีน้ำที่ช่วยให้ร่างกายไม่เสี่ยงขาด (Dehydration) ซึ่งมักพบได้ในผู้สูงวัย นอกจากนั้นยังมีแร่ธาตุที่ช่วยคุมความดัน อย่างโพแทสเซียมอีก มีผู้ใหญ่หลายท่านครับที่กินอาหารได้น้อยแล้วมีอาการ “ซึมเพลีย” จากโพแทสเซียมน้อยไปก็ให้ดื่มน้ำมะพร้าวนี้ช่วยได้

ส่วนในนักกีฬาที่เสียเหงื่อหนัก ก็ใช้น้ำมะพร้าวเหยาะเกลือแทนเครื่องดื่มเกลือแร่ได้นะครับ

10) นมถั่วเหลืองกับมะเร็งเต้านม

เรื่องนี้มีตรรกะมาจากก้อนมะเร็งเต้านมมี “ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen receptor)” ที่ในหลายท่านมี แต่สิ่งที่ไม่ถูกเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ความเชื่อที่ว่าน้ำนมพืชชนิดนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเรื่องนี้ไม่จริงอย่างแน่นอนเพราะ “นมถั่วเหลืองไม่ได้มีเอสโตรเจนเหมือนในมนุษย์” แต่มีสิ่งที่เรียก “ไอโซเฟลโวนส์(Isoflavones)” ที่เป็นของพืชโดยเฉพาะ

ดังนั้น การดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองแล้ว ในหลักฐานเชิงประจักษ์จึงยังไม่มีห้ามไว้อย่างเป็นเอกฉันท์แน่นอนครับ ซึ่งการดื่มน้ำนมพืชที่มีประโยชน์นี้วันละมื้อสองมื้อจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดครับ

ทั้งหมดที่เล่ามาจะเห็นว่ามีทั้ง 2 ด้านจึงไม่ใช่ของห้ามสำหรับทุกคนทุกกรณีเสมอไป หากแต่ผู้รู้จริงจะให้พิจารณาเป็นรายไป ดังนั้นสิ่งที่ค้นคว้าจากงานวิจัยต่างๆ มาฝากท่านที่รักนี้จึงเป็น bottom line ที่จะช่วยให้ผู้รักสุขภาพทุกท่านได้ไม่เสียโอกาสในการเลือกสิ่งที่มีประโยชน์รับประทานดูโดยไม่ต้องอดเสมอไป เพราะทุกอย่างย่อมมีข้อดีเสมอครับ

เรียบเรียงโดย webdara

ที่มา : siamnews

เผย “ผลลัพธ์” จากการใช้ “โซดา” ล้างหน้า ผลที่ได้ออกมาคือ…

กลับมาอัพเดทเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการทดลองกับแอดมินอัพยิ้มกันอีกครั้งเชื่อว่าหลายๆคนต้องอยากทราบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ประสบปัญหาบนใบหน้า รูขุมขนกว้างหน้าไม่เนียน วันนี้แอดมินจึงนำวิธีง่ายๆกับการทดลองบนใบหน้าแต่ได้ผลจริงมาให้แฟนๆได้ชมกัน เพียงแค่โซดาขวดเดียวเท่านั้น และวิธีทำก็แค่ 3 ขั้นตอนแต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเกินคาดคือ หน้าขาวใส รูขุมขนกระชับ โดยไม่ต้องใช้ครีม เอาเป็นว่าเราไปดูวิธีการทำพร้อมๆกันเลยดีกว่าจ้าวิธีการทำ

มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน1. เทโซดาลงในชามหรือกะละมังใบเล็กที่พอดีกับใบหน้า2. จุ่มหน้าลงไปในชามหรือกะละมังที่เตรียมไว้ กลั้นหายใจเอาหน้าแช่ไว้ประมาณ 10 วินาที หรือนานกว่านั้นก็ได้3. ถ้าเริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าซู่ซ่าก็รีบนำขึ้นเลยทันทีถ้าแช่นานเกินไปอาจทำให้ผิวหน้าแห้งเกินไปได้แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งแค่นี้ก็ได้ใบหน้าที่ขาวสดใสแถมรูขุมขนกระชับขึ้นแล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะวิธีการทำง่ายมากไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะค่ะ แถมได้ใบหน้าที่สวยสดใสด้วยงบที่ประหยัดอีกด้วย ไม่ต้องเสี่ยงกับครีมอันตราย ยังไงก็ลองกลับไปทำกันได้นะคะ

ขอบคุณที่มา : http://ft.upyim.co/119493/

แพทย์เตือนนี่คือ “5 อาหารเช้า” ที่อันตราย หากกินบ่อยๆอาจถึงชีวิตได้

วันนี้ทีมงาน ชิกสเตชั่น มีข้อมูลดีๆมาแนะนำเพื่อนๆกันอีกตามเคย หากอ่านแล้วมีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์เพื่อบอกต่อคนอื่นๆกันด้วยนะเริ่มกันที่หมูติดมันทอดกรอบ

หมูทอดเจ้าดังกับข้าวเหนียวร้อนๆ ที่เราเจอได้ตามร้านข้างทางทุกเช้า และซื้อกินทุกวัน แต่ถ้ากระหน่ำกินรัวๆ ก็ได้รับไขมันจากน้ำมันทอดและมันหมูไปเต็มๆ โรคอ้วนและความดันจะถามหาน้าา

แท่งธัญพืชของคนห่วงสุขภาพ

ลำพังธัญพืชเพียวๆ นี่ก็มีประโยชน์พอหายห่วงได้นะจ๊ะ แต่เมื่อถูกแปรรูปและผสมน้ำตาลจำนวนมากๆแล้ว กินบ่อยๆ ก็ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพซักเท่าไหร่เนอะ สาวๆ ระวังด้วยจ้า

ปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานสุดคลาสสิคเมนูที่กินกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ที่ตัวปาท่องโก๋ทำจากแป้งขัดขาวซะส่วนใหญ่ ซึ่งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลสู่กระแสเลือดได้ไว ทอดกันน้ำมันดำปี๋แบบนี้ ทั้งอ้วน ความดัน มะเร็งจะถามหาเอานะ

หมูปิ้งสูตรเด็ดทั้งหลายอีกหนึ่งอาหารเช้าสไตล์ไทยที่ได้ทั้งคาร์โบไฮเดรตและพลังงานเต็มๆ ซึ่งนับว่าให้ประโยชน์มากถ้ามาจากร้านที่ใส่ใจในการปิ้ง ไม่ปล่อยให้ไหม้ดำปี๋รมควันเรียกมะเร็งมาหาคนกินนะจ๊ะ

ขนมครกแสนอร่อย

รสชาติหวานละมุนของขนมครกที่เรามักกินคู่กับเครื่องดื่มหวานๆ ถ้ากินไปนานวันเข้ายิ่งเป็นการสะสมแป้ง ไขมัน น้ำตาลให้ร่างกายแบบไม่รู้ตัวเลย ที่สำคัญยังขาดสารอาหารจำพวกโปรตีนด้วยนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanook.com

เรียบเรียงโดย : chicstations
ขอบคุณที่มา : http://varity.chicstations.com/455

สุดฉาว!!! 3 แม่ค้ารุ่นแม่รุมกระชากผมทำร้ายสาววัย 17 คาชุดนักเรียนท่ามกลางสายตาคนทั้งตลาด

วันที่ 9 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ภาพวงจรปิดของทางตลาด บี บี มาร์เก็ต พาร์ค ถนนกาญจนาภิเษกในพื้นที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จับภาพได้ในขณะที่กลุ่มแม่ค้า 3 คนกำลังรุมทำร้ายกระชากผมหญิงสาววัย 17 ปี ที่ยังสวมใส่ชุดนักเรียนโดยลงมือทั้งตบตีและเตะ อีกทั่งยังมีชายวัยรุ่น 2 คนคอยยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆไม่ให้เพื่อนชายที่มาด้วยเข้าช่วยเหลือ หลังจากนั้นผู้เสียหายเป็นหญิงสาวพร้อมเพื่อนชาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.พินิจ ศรสงคราม สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บางใหญ่ ทันที  .น.ส.หมวย (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะที่กำลังเดินดูสินค้าภายในตลาดพร้อมเพื่อนชายอยู่นั้นก็ได้มีหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ปีเศษ เดินอยู่ด้านหลังจู่ๆใช้คำพูดเสียดสีว่าตนเองเดินช้าเหมือนเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเดินไม่ดูทาง ตนเองเมื่อได้ยินถูกต่อว่า จึงใช้คำพูดต่อว่ากลับไปเช่นกัน จนเกิดการต่อว่าด่าโต้เถียงกันอย่างรุนแรงขึ้น ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่กำลังเดินซื้อของภายในตลาดดังกล่าว จากนั้นต่างคนได้ต่างแยกย้ายเดินจากกันไป ซึ่งตนเห็นว่าระหว่างนั้นหญิงคู่กรณีคนดังกล่าว กำลังโทรศัพท์หาและพูดคุยกับใครคนหนึ่งซึ่งตนเองก็ไม่ได้สนใจอะไร โดยเข้าใจว่าเรื่องน่าจะจบกันไปแล้ว ระหว่างที่ตนและเพื่อนชายกำลังเดินกลับไปที่รถ ตนเองสังเกตุเห็นว่าเพื่อนชายนั้นกำลังคุยกับหญิงคู่กรณีที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ จึงเดินย้อนกับไปพร้อมกับเดินเล่นโทรศัพท์มือถือตามปกติ ไม่ได้สนใจ จู่ๆหญิงคนเดิมได้ปรี่ตรงเข้ามาตบตีกระชากผมและยังมีผู้หญิงอีก 2 คนอายุประมาณ 30-35 ปี เข้ามาสมทบช่วยกันรุมกระชากผมตบทำร้ายตนเองจนล้มลงไปกองกับพื้น กลุ่ม 3แม่ค้าได้พร้อมใจจับแขนและเตะซ้ำ ส่วนชายวัยรุ่นที่มีรอยสักที่แขน 2 คนขาใหญ่ประจำตลาดนัด คอยยืนคุมเชิงชี้หน้าด่าและข่มขู่ไม่ให้เพื่อนชายที่มาด้วยนั้นเข้ามาช่วยเหลือหรือห้ามปรามเด็ดขาด และขู่ว่าจะทำร้ายอีกเพราะเสียค่าปรับแค่ 500 บาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับบาดเจ็บที่หางคิ้วขวาเป็นลอยเล็บ มีแผลที่หัวเข่าและหลังมีอาการเจ็บปวด รวมถึงโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 7 พลัสตกลงพื้น หน้าจอแตกร้าวจากการตกหล่นในขณะที่ถูกรุมทำร้าย จึงวอนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องดังกล่าวให้ถึงที่สุดล่าสุดทาง พ.ต.ท.พินิจ ศรสงคราม สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บางใหญ่ ได้ส่งใบให้ไปตรวจร่างกายที่รพ.เอง ก่อนที่จะนัดทาง สาววัยรุ่นเหยื่อถูกรุมตบมาให้ปากคำอีกครั้งในวันที่ 16 ม.ค.ที่จะถึงนี้.

ชมคลิป

ขอบคุุณที่มา : http://www.thaijobsgov.com/jobs/188378

10 อันดับ “สไตล์การแต่งตัว” ที่วัยรุ่นไทยนิยมแต่งกันมากที่สุด

10 สไตล์การแต่งตัวยอดนิยมของเหล่าวัยรุ่นไทย ซึ่งการแต่งตัวแต่ละแนวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสังคมรอบข้าง แต่ละที่จะมีแนวทางการแต่งตัวไม่เหมือนกัน

อันดับ10. เด็กแว๊น สไตล์

แว๊นสไตล์ เป็นการแต่งตัวยอดนิยมสำหรับวัยโจ๋โก๋หลังวัง ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งในยุคแรกๆ นั้น ทุกคนที่แต่งตัวสไตล์นี้จะต้องมี “น้ำยาอุทัยทิพย์” เป็นไอเทมหลัก ที่ต้องมีติดตัวกันทุกคน บวกกับการที่ต้องทาแป้งให้หน้าขาวๆ และเสื้อผ้าสีแจ๊ดๆ โดดเด่นและโฉบเฉี่ยว มาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ (ท่อต้องดัง) ที่พร้อมจะบิดไปทั่วทุกสารทิศ

อันดับ9. เด็กช่าง สไตล์

สไตล์ของเด็กช่างนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากการแต่งตัวแนวๆ ย้อนยุคๆ คลาสสิคหน่อยๆ ตามแบบฉบับอันธพาลครองเมือง 2499 หากวันไหนที่พวกเขาเลือดร้อนขึ้นมา ก็จะแต่งตัวจัดเป็นพิเศษ โดยการหยิบเสื้อช็อปประจำสถาบัน พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ถางหญ้าหลากหลายชนิด

อันดับ8. เร็กเก้ สไตล์

แฟชั่นยอดนิยมของเหล่าโก๋ที่รักในอิสรภาพและเสียงดนตรี พร้อมกับประกาศความเสรีภาพให้โลกรู้ และอยู่กันอย่างสงบสุข ส่วนใหญ่คนที่แต่งตัวสไตล์นี้ จะรักธรรมชาติมากๆ หมั่นปลูกต้นไม้ใบหญ้าอยู่เสมอ ถึงสีสันของเสื้อผ้าสไตล์นี้จะโดดจี๊ดจ๊าดเปรี้ยวปี๊ด

อันดับ7. Swag Style

SWAG เป็นสไตล์ที่ฉูดฉาดบาดใจสุดๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ระหว่างไอเทมสปอร์ตเข้ากับฮิปฮอป ไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ปสกรีนโลโก้แบรนด์กีฬาชื่อดัง สปอร์ตบรา สนีกเกอร์คู่เท่

อันดับ6. Hipster Style

“ฮิปสเตอร์” (Hipster) คำจำกัดความของความเป็นฮิปสเตอร์นั้นถ้าสรุปแบบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ “เด็กแนว” หรือถ้าย้อนหลังไปก็หมายถึง “ฮิปปี้” หรือเหล่าบุปผาชนในยุคหลาย 10 ปีก่อนนั่นเอง ฮิปสเตอร์จึงไม่ใช่กระแสแฟชั่นใหม่ เพราะพวกเขาอยู่อยู่บนโลกนี้มานานแล้ว

5. Grunge Style

สไตล์สุดจี๊ดที่ตอนนี้เหล่าบรรดาวัยทีนต่างเทใจรักอย่างหัวปักหัวปำ เห็นคงจะไม่พ้นการแต่งตัวสไตล์กรันจ์ GRUNGE STYLE แฟชั่นแซ่บๆกลิ่นอายพั้งค์ (PUNK) ในช่วงยุค 90’s ซึ่งเหล่าบรรดาผู้นำเทรนด์ทั้งหลายต่างได้นำมารีเมคลุคใหม่ให้ดูสวยเก๋และโมเดิร์นขึ้นอีกหนึ่งสเต็ป

4. Minimal Style

สไตล์ ยังคงเป็นการแต่งตัวที่ถูกใจใครหลายๆ คน นอกจากจะไม่ยุ่งยากในเรื่องเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแล้ว ยังแต่งตัวเข้ากับทุกฤดูกาลได้ง่ายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน มินิมอล สไตล์ ก็เอาอยู่หมด เรียกได้ว่าเป็นสไตล์ของคนที่ไม่ชอบอะไรเยอะ

อันดับ3. Vintage Style

สไตล์วินเทจ สามารถหาไอเทมได้ง่ายมาก ยิ่งสมัยนี้ตลาดนัดก็มีเสื้อวินเทจ (เสื้อมือสอง) ในราคาสบายๆ ให้ได้เลือกช้อปกันมากมายก่ายกอง แถมเสื้อแต่ละตัวยังมีความโดดเด่น และแพทเทิร์นที่เก๋ไก๋แปลกๆ กว่าเสื้อในแบบปัจจุบันอีกต่างหาก

2. Streetwear

ปัจจุบันแฟชั่นแนวสตรีทเป็นที่ฮอตฮิตกันอย่างมาก นอกจากจะหยิบเสื้อผ้ามามิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่ายแล้ว ยังเป็นสไตล์ที่มีความเรียบง่าย น้อยชิ้น หยิบมาใส่ได้สะดวกสบาย ใส่ได้บ่อยๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความชิค ความคูลสุดๆ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เหล่าคนธรรมดาและเหล่าคนดังหยิบมาใส่กันมากมาย

1. ตามใจฉัน สไตล์

สไตล์ เป็นการแต่งตัวที่สามารถหยิบจับไอเทมอะไรก็ได้ มามิกซ์แอนด์แมทช์ตามความชอบของเรา ซึ่งใครจะมองยังไงก็จงอย่าไปแคร์ เพราะสไตล์นี้ใช้ใจและความรู้สึกของตัวเราเองเป็นคนตัดสิน โดยส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ หรือตามดาราไอดอลคนดังที่เราชื่นชอบ

ขอบคุณที่มา http://www.armasecret.com/41705/

ยาแรงโคตรอันตราย!!! ไม่จำเป็นอย่ากิน โดยเฉพาะยาชนิดนี้ อาจทำให้อาการกำเริบ ถึงขั้นหัวใจวายเฉียบพลันได้

พูดถึงเรื่องยา เราจะสันหายาที่ กินแล้วหายทันทีใช่ไหมคะ เพราะไม่อยากทรมานนาน อยากินแล้วหายเลย  บางครั้งเราอาจจะไม่รู้หรอกว่ายาแรงหรือไม่แรง พอเราชื่อมากินแล้วมันหายเร็วมากเวลาที่เราเป็นเราจึงจะจำว่ายาตัวนี้ดี กินแล้วหายเร็ว  เมื่อเราไม่สบายเราจะนึกถึงมัน แต่คุณจะรู้หรือไม่ว่า ข้อดีของมันคือหายเร็ว แต่ขอเสียของมัน อาจถึงขั้นอาการกำเริบ หัวใจวาย ไตวาย ได้เร็วมากวันนี้ไข่เจียวมีความรู้ด้านนี้มาฝากคะ เป็นการโพสต์ของผู้ใช้เฟสบุ๊คท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหมอใช้นามว่า Sarawut Butmata ได้โพสต์ถึงข้อดีข้อเสียของยาตัวนี้ ว่า

สวัสดีครับทุกท่าน  รู้จักผมบ้างหรือเปล่า ผมคือยา เออจะถามทำไม 555 ผมชื่อ Ibuprofen ครับ (ไอบูโปรเฟน) หรือสั้นๆ Bufen ครับ ชื่อเล่นผมเยอะแล้วแต่จะสังกัดบริษัทไหน ผมไม่ใช่ Ibuprofen 200 และ ก็ไม่ใช่ Ibuprofen 400 อ่าว แล้วผมเป็นใคร หื่ม ผมคือ Ibuprofen 600 ครับ!!!

หลายคนคิดว่าผมเป็นพระเอก มันก็ใช่นะ ผมลดไข้ได้ดีเลย ลดเร็วด้วย ยิ่งแก้ปวดแก้เมื่อยนะ งานเก่งผมเลยและ กินปั๊บหายปุ๊บ ถึงตอนนี้เริ่มชอบผมแล้วสิ 555 แต่หลายคนไม่รู้ คนเราก็มักมีข้อเสียกันแหละนะ แต่ก็ไม่ค่อยบอกใคร ความสามารถผมเยอะ เพราะผมหล่อ สีสวย  555 ผมนะ ทำให้เจ้าเกร็ดเลือดทำงานแย่ลง ไอ้คนที่เป็นไข่เลือดออก เอ้ย ไข้เลือดออก กินผมนี่เลือดออกกระจาย ก็ออกกระจายทั้งคู่แหละ ทำให้โรคเดิมกำเริบเช่น หัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนี่ถนัดเลยแหละ  ไตวายนี่ก็งานหลัก  อยู่กับผมไปนานๆ แม้จะไม่ใช่ขวัญเรียม ก็ฝากรอยแผลในกระเพาะอาหารคุณได้  บางทีกว่าจะรู้ว่ามีแผลเราก็เลิกกันไปละ ที่พูดมานั่นเจ้า 200 กับ 400 ทำได้สบาย ผมนี่ 600 นึกดูเก่งกว่าน้องขนาดไหน อีกอย่างพวกเรา Ibuprofen มักจะชนะประจำ อ่าวงง  คือ ผู้คนมักจะแพ้กันบ่อย

เนี่ยวันก่อนนะมีคนกินผม 600 เนี่ย ติดต่อกัน เป็นเวลา 3 เดือน ตอนนี้ไตวายละ จากเมื่อก่อนไตปกติ คนแข็งแรงดี ต้องมาล้างไตตลอดชีวิต

บางทีผมชอบอยู่กับเพื่อนๆเป็นกลุ่ม จัดไว้เป็นชุดแก้ปวดแก้เมื่อยลดไข้ เมื่อไรที่พวกเราอยู่ด้วยกันนะ รับรอง อิทธิฤทธิ์ทำลายล้างของพวกเรา 555 มหาสารคาม เอ้ย มหาศาล

ผมต้องไปละ ไว้เจอกันใหม่ แลัวจะตามไปหลอกหลอน  อย่าด่าผมเยอะนะ ข้อดีพวกเราก็มีถ้าใช้อย่างระมัดระวัง ไม่งั้นเค้าเลิกใช้กันทั้งโลก ใช้ในคนอายุน้อย หนุ่มสาวไม่มีโรคประจำตัว ไม่แพ้ผมและเพื่อนในกลุ่ม ใช้ในเวลาสั้นๆติดต่อ 3 วัน 5 วัน วันละ 1-3 ครั้ง หลังอาหารทันที ไม่มีอาการปวดไม่ต้องใช้!!! และที่สำคัญก่อนจะใช้ผมควรปรึกษาคุณหมอ คุณเภสัชเค้านะครับ สวยๆหล่อๆใจดีทั้งนั้น ใช้น้องผมละกันนะ เจ้า 200 400 ผมว่าผม 600 แรงไป size ฝรั่ง ไม่ใช่ BigBike นะ ยิ่งตัว 1000 ยิ่งดี  คนไทยก็ขี่ได้

*****สุดท้ายถ้าไม่จำเป็นอย่างยุ่งกับเราเลย ให้คุณเจอคนที่ดีกว่า  นั่นแน่จากไปอย่างหล่อ

เคยกินกันไหมคะดูความคิดเห็นจากชาวเน็ตเกี่ยวกับยานี้ ถือว่าเป็นความรู้เลยทีเดียวนะคะ รู้ใว้ก่อนสายคะ สำหรับใครที่ใช้ยาตัวนี้อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆอย่ากินเลยคะ

ขอขอบคุณที่มา:Sarawut Butmata     เรียบเรียงโดย:kaijeaw.com

ขอบคุณที่มา : kaijeaw

17 ประโยชน์ของการ “ดื่มเบียร์” มีดีมากกว่า “เมา”

สาวกเบียร์ฟังทางนี้ค่าาา!! เพราะวันนี้พี่ไก่ได้รวบรวมประโยชน์ของ “เบียร์” ที่เป็นเครื่องดื่มที่ผู้คนต่างหลงไหลในรสชาติและความซาบซ่าปรี้เปร่าของมันกันเนอะ ถึงแม้ว่าเบียร์จะเป็นเครื่องแอลกลฮอร์ชนิดหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วมันมีประโยชน์แฝงอยู่? ตามไปดูพร้อมพี่ไก่เลยจ้าา1. ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 ? 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน จึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

3. ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์ และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

4. ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

5. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

6. ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 ? 2 แก้วมักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

7. ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนม และน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วง ไม่ให้แพร่เชื้อจนท้องเสีย

8. ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

9. ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี และในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่าการดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%

10. ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ในเบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

11. ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง12. ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจน และเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียน และอ่อนนุม

ทั้งหมดคือการที่เบียร์ส่งผลดีให้กับร่างกายของเรา แต่ทว่าก็ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพราะหากกินมากไปจากผลดีจะกลับกลายเป็นผลเสียโดยไม่รู้ตัวนะจ๊ะ

13. ใช้ดับไฟ แค่เขย่ากระป๋องเบียร์เล็กน้อย และราดลงไปบนไฟ แต่เหมาะเฉพาสำหรับไฟเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อย่างเช่น ไฟที่ลุกไหม้บนตะแกรงปิ้งอาหาร

14. หมักเนื้อ เบียร์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เราจึงสามารถนำไปหมักเนื้อได้เบียร์จะทำให้เนื้อที่เหนียว หมักแล้วอ่อนนุ่มลงได้ และมันจะไม่ทำให้รสชาดของเนื้อที่หมักเปลี่ยนไป เหมือนหมักด้วยไวน์

15. ปลุกชีพให้กับหญ้าที่ตายแล้ว น้ำตาลหมักในเบียร์มีคุณสมบัติกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และฆ่าเชื้อราได้

16. บำรุงผม เทเบียร์ลงบนเส้นผมพอหมาด ๆ ขยี้ให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จะช่วยให้ผมดูหนา และนุ่มขึ้น

17. ปลดล็อกที่ขึ้นสนิมด้วยเบียร์ ลองราดเบียร์ลงไป แล้วทิ้งไว้สักครู่ คาร์บอเนตในเบียร์ช่วยละลายสนิมที่ติดอยู่ได้ขอบคุณข้อมูล : gangbeauty
ขอบคุณที่มา : https://kaiwaterpark.com/3615/