กระจ่าง!! อ่านแล้วรู้เลยทำไม “เสก โลโซ” ถึงถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 21 เดือน แทนที่จะเป็น 3 ปี 9 เดือน

เสก โลโซ

 

จากกรณีที่ศิลปินเพลงร็อคชื่อดัง “เสก โลโซ” หรือ นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย อายุ 44 ปี ถูกศาลจังหวัดมีนบุรี มีคำสั่งจำคุก 1 ปี ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ให้การรับสารภาพลดโทษเหลือ 6 เดือน สั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน สั่งจำคุก 6 เดือน ฐานเสพยาเสพติด เท่ากับรวมเป็นโทษจำคุก 1 ปี 18 เดือน พร้อมกับบวกโทษคดีทำร้ายร่างกายคนสนิทของอดีตภรรยาอีก 1 ปี 3 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 2 ปี 21 เดือน

กระจ่าง!! อ่านแล้วรู้เลยทำไม

ซึ่งต่อมาก่อให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ชาวเน็ต ว่าทำไมคำพิพากษาของศาลถึงเป็น จำคุก 2 ปี 21 เดือน แทนที่จะนับเป็น 3 ปี 9 เดือน ซึ่งเข้าใจง่ายกว่ามาก เพราะตามความเข้าใจของคนทั่วไป ระยะเวลา 1 ปี ก็เท่ากับ 12 เดือนอยู่แล้ว

วันนี้ วันวาน จึงจะมาไขข้อสงสัยในเรื่องของการนับวันเดือนปีในกฎหมายอาญากัน

ว่าด้วยการลงโทษตามกฎหมายอาญา

กระจ่าง!! อ่านแล้วรู้เลยทำไม

ในการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญานั้น กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยในคดี “มีความผิด” และต้องรับโทษ “จำคุก” อันเป็น 1 ใน 5 สถานของโทษที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

ยกตัวอย่างคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้ “จำคุกตลอดชีวิต” ฐานทำให้เกิดระเบิดจนผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, ให้จำคุก 3 ปี ฐานประกอบวัตถุระเบิดซึ่งทำให้เกิดระเบิด, ให้จำคุก 1 ปี ฐานครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ปรับ 1,000 บาท ฐานนำวัตถุระเบิดไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงรวมจำคุกทั้งสิ้น 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางหลักไว้ว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้

(1) 10 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี

(2) 20 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี

(3) 50 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

กระจ่าง!! อ่านแล้วรู้เลยทำไม

คณิตศาสตร์ในกฎหมายอาญา

หากเราพิจารณาตามข้อเท็จจริงข้างต้นเทียบเคียงข้อกฎหมาย

– ฐานทำให้เกิดระเบิดจนผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อเรียงกระทงความผิด ศาลลงโทษ 50 ปี และเมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งจะเหลือ 25 ปี
– ฐานประกอบวัตถุระเบิดซึ่งทำให้เกิดระเบิด จำคุก 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง จะเหลือ 1 ปี 6 เดือน
– ฐานครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และให้ปรับ 1,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งจะเหลือ 6 เดือน และปรับ 500 บาท

เมื่อรวมโทษทุกกรรมเรียงกระทงแล้วจะพบว่า ศาลพิพากษาให้จำเลยคนนี้ได้รับโทษรวม 25 ปี + 1 ปี 6 เดือน + 6 เดือน + ปรับ 500 บาท รวมเป็น 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

ความสงสัยว่า เหตุใดไม่นับโทษจำคุก 12 เดือนเป็น 1 ปีนั้น

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ได้วางหลักเกี่ยวกับเรื่องการคำนวณระยะเวลาการลงโทษจำคุกนี้ มีบัญญัติไว้เฉพาะในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรค 2 ว่า

“ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วัน เป็น 1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ”

พิจารณาตามตัวอักษรจะพบว่า ให้นับ 1 เดือนเท่ากับจำนวน 30 วัน

ส่วนการคำนวณปีนั้น ให้นับจำนวนวันตามปีปฏิทินราชการในปีนั้นๆ ซึ่งจะมีจำนวน 365 วัน หรือ 366 วัน แล้วแต่วงรอบของปีอธิกสุรทิน ซึ่งจะมี 366 วัน และ 4 ปีจะมีเพียง 1 ครั้ง

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยรับโทษเท่ากับ 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท

จึงหมายถึงจำเลยรับโทษจำคุก 26 ปี เมื่อพ้นโทษ 26 ปี ไปแล้วจะรับโทษต่ออีก 12 เดือน คือ 12×30 = 360 วัน

หากนับ 12 เดือน เป็น 1 ปี ตามปีปฏิทินในราชการ แสดงว่าจำเลยจะต้องรับโทษต่อ ในจำนวน 365 วัน หรือ 366 วัน

ซึ่งจะเห็นว่าจำเลย ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 5-6 วัน ซึ่งไม่ยุติธรรมและไม่เป็นคุณต่อตัวจำเลยเอง

กระจ่าง!! อ่านแล้วรู้เลยทำไม

เพื่อความยุติธรรม ไม่ลักลั่น

อย่างไรก็ตามในแวดวงของกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนเกี่ยวกับการรับโทษว่าควรเรียงกระทงลงโทษก่อน แล้วจึงลดโทษ หรือลดโทษก่อนแล้วจึงเรียงกระทงลงโทษ ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะจะให้ผลที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือการอำนวยความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วศาลมักจะใช้วิธีเรียงกระทงลงโทษก่อนแล้วจึงลดโทษ

ตามความเห็นของ สินทร สิงห์นิมิตตระกูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา (เวลานั้น) ได้เขียนบทความลงใน ดุลพาห เล่ม 4 ปีที่ 43 เห็นว่า ควรใช้วิธีลดโทษก่อนแล้วจึงเรียงกระทงลงโทษ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมโดยเสมอภาพ ไม่ลักลั่น

เพราะฉะนั้นการที่ เสก โลโซ ถูกตัดสิน จำคุก 2 ปี 21 เดือน จะเท่ากับต้องติดคุกทั้งหมด 2 ปีตามเวลาปฏิทิน (365 + 365 = 730 หรือ 365 + 366 = 731 ถ้าปีใดปีหนึ่งเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน) และอีก 21 เดือน (21 x 30 = 630) รวมเป็นติดคุกทั้งสิ้น 730 + 630 เท่ากับ 1360 วัน

แต่ถ้าหากให้ เสก โลโซ ถูกตัดสิน จำคุก 3 ปี 9 เดือน จะเท่ากับต้องติดคุกทั้งหมด 3 ปีตามเวลาปฏิทิน (365 + 365 + 365 = 1095 หรือ 365 + 365 + 366 = 1096 ถ้าปีใดปีหนึ่งเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน) และอีก 9 เดือน (9 x 30 = 270 วัน) รวมเป็นติดคุกทั้งสิ้น 1095 + 270 = 1365 วัน ซึ่งจะมากกว่า ถูกตัดสิน จำคุก 2 ปี 21 เดือน อยู่ 5 วัน

การใช้ชีวิตหลังกำแพงเรือนจำเป็นเรื่องที่จำเลยต้องสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตอยู่แล้ว หากต้องให้ติดคุกเพิ่มจำนวนวันไปอีก คงไม่มีใครปรารถนา

เพราะอิสรภาพ แม้เพียงวันเดียว ย่อมเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก: The Standard